Integrating SPHERE

เป็นเครื่องมือวัดแสงในแต่ละข่วงความยาวคลื่นที่ตาเห็น ปกติย่านความยาวคลื่นที่ตาเรามองจะอยู่ที่ 400 – 700 นาโนเมตร หรือ มีแถบสเปคตรัม 300 นาโนเมตร โดยแต่ละความยาวคลื่นก็ให้แสงสีที่แสดงตามรูป ส่วนกราฟระฆังคว่ำนั้น เป็นค่าการตอบสนองของตามนุษย์ของแต่ละความยาวคลื่น (จะเห็นว่าที่ 560 นาโนเมตร หรือ ช่วงสีเขียวตาเราจะไวต่อแสงที่สุด หรืออย่างที่ที่ 500 นาโนเมตร หรือแสงสีฟ้าตาจะเห็นแสงได้น้อยกว่าที่สีเขียว 560 นาโนเมตรถึง 5 เท่า ถ้าสีเขียวให้แสง 10ลูเมนส์จะต้องให้แสงขนาด 50ลูเมนส์ที่สีฟ้านี้ถึงจะเห็นความสว่างเท่ากัน) กราฟนี้จะเข้าลักษณะ มาตรฐาน CIE1931

สเปคโตรมิเตอร์ก็คล้ายกับลักซ์มิเตอร์แต่ว่าใน 1 เครื่องจะมีเซนเซอร์หลายๆ ตัว ขณะที่ลักซ์มิเตอร์มีแค่ตัวเดียวสำหรับวัดแสงโดยรวม เช่น ถ้าสเปคโตรสโคปมีเซนเซอร์ 50 ตัว แต่ละตัวก็จะมีย่านความยาวคลื่นทำงานตัวละ 6 นาโนเมตร แบ่งๆ กันไปจนครบช่วงแถบความยาวคลื่น 300 นาโนเมตรที่ตามองเห็นได้ ดังนั้นเมื่อเราแยกแสงให้เห็นเป็นส่วนๆ ของความยาวคลื่นได้ เราก็สามารถแสดงออกมาเป็นกราฟสเปคตรัมของแสงได้ จึงเรียกเครื่องมือนี้ว่า สเปคโตรมิเตอร์ หรือ สเปคโตรโฟโต้มิเตอร์ ที่จริงมันเป็นชื่อที่น่าปวดหัวมากเพราะมันมีเครื่องที่ใช้นี้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์อีก แต่ทำงานคนละหน้าที่กัน (ใช้หลักการแยกสเปคตรัมเหมือนกัน) ค่าที่อ่านได้ ลักซ์ , อุณหภูมิสี CCT , ค่าการคืนสี CRI , กราฟสเปคตรัมของแสง เอาไว้หาลูเมนส์ของแหล่งกำเนิดแสงเป็นหลัก เนื่องจาก 2 แบบ
แสงที่ถูกวัดมันจะกระจายสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกเสียเยอะ แสงตกกระทบเซนเซอร์ตัววัดมีพื้นที่นิดเดียว การวัดปริมาณแสงโดยรวม (ลูเมนส์) จึงเป็นไปไม่ได้ Integrating sphere จะใช้หลักการให้แสงทั้งหมดฉายเข้าไปในพื้นที่ปิดทรงกลม เมื่อไม่มีแสงหลุดออกไปภายนอกเราก็สามารถคำนวนปริมาณแสงทั้งหมดได้ ขนาดของเครื่องมือนี้มีตั้งแต่เล็กจนตั้งบนเก้าอี้ ยันยัดเอาคนเข้าไปข้างในได้ ค่าที่อ่านได้ หลากหลายโดยขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้วัด (detector) เพราะตัวมันมีหน้าที่ควบคุมทิศทางแสงเท่านั้นที่เน้นใช้กันคือวัดค่าลูเมนส์ และความสามารถในการกระจายแสงหรือมุมการให้แสงของหลอดไฟ